คำถามที่พบบ่อย FQA
คำถามที่พบบ่อย FQA
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ Blogger Official FAQ แหล่งรวมข้อมูลคำถามที่มีการถามมาบ่อยๆจากการใช้ผลิตภัณฑ์ Jeunesse จะช่วยให้ทุกท่านสามารถหาคำตอบได้โดยการพิมพ์ตัวเลขตามหัวข้อที่ต้องการทราบโดยจะเป็นการรวบรวมคำตอบจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ทุกท่านได้ใช้ผลิตภัณฑ์อย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
1. ระบบเพิ่มพูนความอ่อนเยาว์ (YES) คืออะไร?
2. "StemCell Growth Factors" คืออะไร?ใช้ดีจริงหรือ?
3. สเตียรอยด์คืออะไร ?
4. วิธีการดูแลผิวหน้าแต่ละวัย ?
5. คำถามเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ LUMINESCE
6. สิวมีกี่ประเภท? เกิดได้อย่างไร?
1. ระบบเพิ่มพูนความอ่อนเยาว์ (YES) คืออะไร?
ระบบเพิ่มพูนความอ่อนเยาว์ (Youth Enhancement System)
ทุกผลิตภัณฑ์ของเจอเนสส์ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถันยกระดับวิทยาการอันล้ำหน้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อฟื้นบำรุงให้ดูอ่อนเยาว์ ที่คุณไม่สามารถหาได้จากที่อื่น
ระบบเพิ่มพูนความอ่อนเยาว์ของเรา ช่วยให้คุณอ่อนเยาว์ได้ด้วย 6 วิธี
1. คืนความอ่อนเยาว์(Rejuvenate) ด้วยผลิตภัณฑ์ลูมิเนสส์ (LUMINESCE™) ซึ่งพัฒนาโดยศัลยแพทย์ความงามชื่อดังระดับโลก เทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิด(Stem Cell) ที่ช่วยส่งเสริมความสามารถในการซ่อมแซมและย้อนวัย
2. ลดเลือนริ้วรอย (Diminish) ด้วยผลิตภัณฑ์ อินสแตนท์ลี เอจเลส (Instantly Ageless™) ไมโครครีมที่สามารถลดริ้วรอยแห่งวัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เห็นผลภายในไม่กี่วินาที
3. เพิ่มพูน (Enhance) เอเอ็มแอนด์พีเอ็มเอสเซนเชียล (AM & PM Essentials™) ประกอบด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารหลากหลายชนิด ที่สามารถเพิ่มพูนประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ และชะลอการชราของเซลล์
4. ปกป้อง (Defend) รีเสิฟ (RESERVE) สารสกัดจากผลไม้หลากชนิดและสารต้านอนุมูลอิสระทรงอานุภาพ ที่สามารถปกป้องเซลล์จากการทำลายโดยอนุมูลอิสระ
5. ฟื้นฟู (Restore) งานวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบลแสดงให้เห็นถึงการหดสั้นลงของเทโลเมียร์ (Telomeres) ซึ่งเป็นส่วนปลายปกป้องของดีเอ็นเอ (DNA) เป็นเหตุผลสำคัญของการชรา ฟินิติ (FINITI™) ประกอบด้วยสารอาหารเสริมทรงประสิทธิภาพที่สามารถซ่อมแซมและยืดความยาวของเทโลเมียร์ของมนุษย์ได้
6. รักษาสมดุล (Balance) เซน บอดิ (ZEN BODI™) ประกอบด้วยสารอาหารที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกันของระบบต่างๆ ของร่างกาย รักษาสมดุลระหว่างการบริโภค การเผาผลาญ และการสร้างเสริม
2. "StemCell Growth Factors" คืออะไร?ใช้ดีจริงหรือ?
หลายคนคงสงสัยว่า "StemCell Growth Factors" คืออะไร
ใช้แล้วดีขึ้นจริงหรือขอตอบแบบสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ ดังนี้
JEUNESSE เป็นบริษัทที่ครอบครอง (แต่เพียงผู้เดียวของโลก เอกสิทธิ์ สิทธิบัตรหนึ่งเดียวในโลก)
เรื่องของ StemCell Growth Factors Technology ซึ่งค้นพบโดย
Dr.NATHAN NEWMAN M.D. http://www.nathannewmanmd.com/
ดร.นาธาน นิวแมน คือใคร ?
ดร.นาธาน นิวแมน ท่านเป็นศัลยแพทย์ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านความงามที่มีชื่อเสียงอย่างมากในด้านโรคผิวหนัง ศัลยกรรมเลเซอร์และศัลกรรมความงามชั้นสูง จบการศึกษาแพทย์ศาสตร์มหาบัณฑิตจากวิทยาลัย อัลเบิร์ตไอน์สไตน์ ในนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ได้สืบสานต่อกิจการทางการแพทย์ ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติของครอบครัวโดยเปิดคลินิคศัลกรรมความงามในเบเวอร์ลี่ ฮิลล์, แคลิฟอร์เนีย ซึ่งทำให้ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่ยอมรับนับถือ ดร.นาธาน นิวแมน มีความมุงมั่นอยู่เสมอที่จะคิดค้นพัฒนา
วิธีการใหม่ๆ ที่ดี กว่าเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการเสริมความงามอย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติ โดยมีความเสี่ยงน้อยที่สุดและได้ผลดีที่สุด ดร.นิวแมนในฐานะผู้ริเริ่ม แนวคิดและผู้ค้นพบนวัตกรรม ได้เปิดโลกแห่งอนาคตของศัลกรรมความงาม โดยนำ Growth Factor ซึ่งได้จากการเพาะ Stem cell ตัวเต็มวัยจากใต้ชั้นไขมันของมนุษย์ ซึ่งมีความสามารถในการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนตามธรรมชาติมาใช้ในการเสริมความเต่งตึง ยกและกระชับใบหน้าและร่างกายได้ทั้งตัวอย่างปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ
คำถาม : แล้วเทคโนโลยีนี้เป็นยังไง
คำตอบ : เขาดึงเอา StemCell ของคนจริงๆ ซึ่งเป็น StemCell ของคนโตเต็มวัย
โดยเอามาจาก "ชั้นเนื้อเยื่อไขมัน" เพราะว่า StemCell ที่ได้มาจากชั้นเนื้อเยื่อไขมัน
สามารถช่วยเรื่องของผิวพรรณได้โดยตรง เพราะฉะนั้น เมื่อดึง StemCell ออกมาแล้ว เขาก็จะเอาไปขยายพันธุ์ หรือเพาะเลี้ยงในห้องทดลองด้านนอกทำให้เพิ่มจำนวนขึ้น
จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 8 ทวีคุณขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่ StemCell แบ่งตัวขึ้นเรื่อยมันจะคายสารทางชีวะเคมีที่เป็นประโยชน์ออกมาประมาณ 200 กว่าชนิด
ถาม : แล้วจะเอา Growth Factors มาใช้งานได้อย่างไร?
ตอบ : เวลาจะเอามาใช้งานจริง เขาก็จะไปทำการปั่นแยกเอา StemCell ออกไป
ให้เหลือไว้แต่ Growt Factors หรือเราเรียกมันง่ายๆ ว่า “ภาษาของ StemCell "
นั่นเอง ซึ่งเมื่อเรานำมาใช้งาน เช่น ทาลงบนผิวหนัง ยกตัวอย่างเช่น ทาบริเวณท้องลายครึ่งท้อง แล้วหายลายครึ่งท้อง หรือ ทาบริเวณหางตา,ร่องแก้ม,หน้าผาก ที่มีริ้วรอย แล้วทำให้ริ้วรอยนั้นตื้นขึ้น นั่นเป็นเพราะตอนที่เราทา Growth Factors ลงไป มันจะมีสารสื่อประสาทที่จะไปกระตุ้นให้ Cell ทำงาน
เสมือนว่า Growth Factors คือ ภาษาของ Cell สั่งให้ทำงานนั่นเอง เปรียบเทียบง่ายๆ ครับ
เช่น ผมเป็นคนไทย.. ดื่มน้ำ..แล้วไม่ตาย แถมได้ประโยชน์ ช่วยดับกระหาย และทำให้ผมสดชื่น มีพลัง / ฝรั่ง (หรือชาวต่างชาติ ประเทศไหนก็ตามในโลก) ก็ดื่มน้ำ..
แล้วไม่ตาย แถมได้ประโยชน์ เหมือนกันกับผม สรุปสั้นๆ คือ...!
Growth Factors คือ อาหารของ StemCell
ไม่ว่าจะเป็น Cell ของคนไหนๆ ก็ตาม ก็กินอาหาร Growth Factors แบบเดียวกัน
และนี่ก็คือที่มาของ นวัตกรรม "StemCell Growth Factors Technoliogy" ที่มีอยู่ใน LUMINESCE รีจูวีเนชัน เซรัม, LUMINESCE มอยเจอร์ไรเซอร์ และ LUMINESCE Advance Nitht Repair นั่นเอง
คำถาม : ใช้แล้วดีจริงหรือ ??
คำตอบ : พิสูจน์ผลลัพธ์จากผู้ใช้จริงชมคลิป
ด้วยเทคโนโลยีสิทธิบัตร Stem Cell Growth Factor Complex คืนความกระชับและปรับสภาพผิวให้เนียนเรียบ ช่วยลดริ้วรอยและร่องลึกที่ใบหน้า เพิ่มความสว่างกระจ่างใส
เซรั่มจะทำงานแทรกซึมลึกสู่ผิวชั้นใน เพื่อคืนค่าระดับโปรตีนของผิวให้สมบูรณ์แข็งแรงอย่างที่ผิวสุขภาพดีควรจะเป็น
Growth Factor Complex อาหารผิวชั้นดี ช่วยให้เซลล์แข็งแรงจากภายในสู่ผิวภายนอก คืนความสมบูรณ์แห่งวัยหนุ่มสาว
ส่วนผสมทั้งหมดสกัดจากธรรมชาติปราศจากสารกันบูด
ผ่านการทดสอบการแพ้แล้วและไม่มีสารสเตียรอยด์ จึงทำให้ผลลัพธ์ออกมาย้อนวัยได้
3. สเตียรอยด์คืออะไร ?
Steroid จริงๆ แล้วเป็นสารที่ร่างกายผลิตเองตามธรรมชาติ แบ่งเป็นหลายกลุ่ม และมีหลักการทำงานที่หลากหลายต่างกันไป แต่สเตียรอยด์ที่ใช้ทาผิวเพื่อคุมอาการแพ้ ระคายเคือง ผื่นคัน (Topical Steroid) เป็นสารในกลุ่ม corticosteroids ที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น เพราะมีฤทธิ์ต่อต้านการระคายเคืองได้ดีมาก. แล้วยาที่ใช้ทาลดอาการแพ้ ผื่นคัน จะทำให้ผิวติด แล้วกลายเป็นอ่อนแอระคายเคือง ก่อให้เกิดผื่นได้อย่างไร
เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนผิวเรา เวลาแข็งแรง จะมี barrier เป็นเหมือนกำแพงบางๆ ปกป้องผิวจากมลภาวะ และสารที่อาจก่อการระคายเคืองภายนอก แต่พอเราพึ่งพาสเตียรอยด์บ่อยๆ นานๆ เข้า ผิวเริ่มเรียนรู้เข้าใจผิดไปเอง ลด barrier ลง เพราะคิดว่ามีสเตียรอยด์เป็นทหารปกป้องอยู่แล้ว พอกำแพงบางลงๆ จนแทบหมดไป คราวนี้พอวันไหนไม่ทาสเตียรอยด์ แค่ศัตรูตัวเล็กๆ เข้ามา โดนฝุ่นละออง แดดนิดหน่อย ก็ออกอาการแดง คันแล้ว
3.1 จะรักษาผิวติดสเตียรอยด์อย่างไร?
คำตอบ : ผิวติดสเตียรอยด์คือผิวที่อ่อนแอมาก ภูมิคุ้มกันตัวเองน้อยมาก เพราะสเตียรอยด์เคยกดภูมิผิวของเราไว้ การรักษาจะต้องค่อยเป็นค่อยไป อาจจะนานนิดนึง เพราะหลักการคือเราต้องฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรง มีภูมิ มี barrier เหมือนเดิม
วิธีรักษาจริงๆ มันไม่ยากเลย หลักๆ คือต้องอ่อนโยนกับผิวมากๆ ดูแลให้ความชุ่มชื้นเยอะๆ อย่าไปทำให้ผิวระคายเคือง ให้ผิวค่อยๆ สร้าง barrier ที่หายไปขึ้นมาใหม่ และค่อยๆ ถอนสเตียรอยด์ออก แต่อย่างที่บอก ว่าต้องให้เวลากับผิว ใช้ผลิตภัณฑ์ Luminesce ในปริมาณที่น้อย (ครึ่งเม็ดถั่วเขียว) หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าหนาๆ ทานอาหารเสริม Reserve ร่วมด้วยจะช่วยลดการอักเสบของผิวได้เป็นอย่างดี เป็นการรักษาจากภายในสู่ภายนอก
3.2 สารสเตียรอยด์เราพบได้ที่ไหนบ่อยที่สุด?
1.ยาแต้มสิว
2.ยาฉีดสิว
3.ยาทานแก้สิวอักเสบ
4.ครีมหน้าใส หน้าขาว หน้าเด้ง
5.ครีมรักษาสิว
การสังเกตผลิตภัณฑ์ที่มีสเตีนรอยง่ายๆนะคะ คือเมื่อทาผิวหน้าแล้ว ผิวหน้าของคุณที่มีปัญหา ปัญหาเหล่านั้นจะหายไปเร็วมาก หน้าจะใส เนียน ขาว ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบมากคะ แต่สารสเตียรอยด์เหล่านี้จะใช้เวลาในการสะสมอยู่ในผิวเป็นเดือน หรือบางรายก็เป็นปีถึงจะแสดงอาการคะ แต่ในปัจจุบันครีมหลายยี่ห้อก็แข่งกันทำความเร็วในการรักษาผลก็ทำให้ลูกค้าที่ใช้ครีมหรือยาหมอ เห็นผลได้เร็วขึ้น
ทีนี้เราก็จะได้เห็นผลข้างเคียงของความสวยมีความอันตรายและผลข้างเคียงกันนะคะ
อาการของคนที่เป็นสิวสเตียรอยด์ หรือ ติดสเตียรอยด์
1. ผด ผื่น จะขึ้นง่ายมากคะ
2.เป็นสิวผด เป็นปื้นๆ
3.ผิวแดง เหมือนแพ้อะไรมา
4.มีอาการคัน
5.ผิวบาง และแพ้ง่ายโดนอะไรนิดอะไรหน่อยก็แพ้
6.สิวจะเป็นเม็ดแดงๆ ขึ้นกระจายทั่วทั้งหน้า หรือเป็นกระจุกบริเวณใดบริเวณหนึ่ง แต่จะขึ้นเยอะมากบริเวณที่ทาครีมหรือยาที่มีสเตียรอยด์บริเวณนั้นเยอะ
7.สิวอุดตันที่ขึ้นมา กดออกมาจะมีกลิ่น หรืไม่มีกลิ่นแต่ให้สังเกตว่าสิวอุดตันจะแดง
8.สิวอักเสบที่มีเม็ดจะใหญ่และเจ็บ และไม่มีหัว จะเป็นอักเสบหัวแดง กว่าจะยุบก็ใช้เวลานาน
9.สิวจะขึ้นเห่อ
10.สำหรับคนผิวมัน หน้าจะมันขึ้น หลังหยุดใช้สเตียรอย
11.ผิวจะดูเหี่ยวเร็ว เพราะสเตียรอยด์จะเข้าไปทำลายการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้หน้าหมองคล้ำได้ ผิวขาดความชุ่มชื้น
4. วิธีการดูแลผิวหน้าแต่ละวัย ?
วิธีการดูแลผิวหน้าแต่ละวัยอย่างไร?
การดูแลผิวหน้าในแต่ละวัย ย่อมแตกต่างกันตามสภาพผิวที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ยัง เป็นสาวหน้าใส ผิวพรรณ เต่งตึง การทาแค่ครีมกันแดด และล้างหน้าด้วยเคลนเซอร์สูตรอ่อนโยนก็อาจจะเพียงพอ แต่เมื่อวัยมากขึ้นรอยตีนกาเริ่มมาเยือน ผิวหน้าที่เคยเนียนใส กลับดูแห้งหรือหยาบมากขึ้น การเลือกผลิตภัณฑ์และการดูแลผิวอาจจะดูยุ่งยาก และต้องใส่ใจกันมากขึ้น เพราะปัญหาของผิวจะเริ่มปรากฎมากขึ้นนั่นเอง
วัย15-20 ปี
การดูแล : วัยรุ่นกับสิวเป็นของคู่กันเสมอ
สิวในช่วงนี้มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ และมีตัวก่อกวนอื่นๆ ร่วมด้วยเช่น การแคะ แกะ หรือบีบสิว รวมทั้งความเครียดและอดนอนจริงๆ แล้ว สิวที่เกิดขึ้นมักหายไปเองตามธรรมชาติ ถ้าเราไม่ไปกดสิว ปัญหารอยดำ และการอักเสบก็จะไม่เกิดขึ้น แต่หากไม่หาย ก็ปรึกษาคุณหมอ การดูแลผิวในวัยสาวน้อย ควรล้างหน้าด้วยเจลอ่อน ๆ วันละ 2 ครั้งก็พอ และหลีกเลี่ยงโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของแอลกฮอล์ เพราะค่อนข้างแรงกับผิวอาจทำให้ผิวใส ๆ ดูกร้านก่อนวัยได้
วัย 20 ปีขึ้นไป
การดูแล : ปัญหาเรื่องสิว จะลดน้อยลงยกเว้นในคนที่ผิวมันที่อาจมีเม็ดสิวเป้งให้รำคาญใจได้ หรือคนที่มีฮอร์โมนเพศสูง ก็อาจมีสิวโผล่อยู่เรื่อย ๆ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่เคยใช้ ในช่วงสาววัย 16 ได้ดี บางครั้งอาจจะไม่เหมาะกับสาววัยนี้ก็เป็นได้ เนื่องจากผิวหน้าที่เคยอ่อนใส อาจดูหมองคล้ำ หรือแห้งกร้านได้ตามวัยที่มากขึ้น การใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมของ AHA จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตาย และเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวหน้าสดใส เปล่งปลั่งมากขึ้นและไม่ลืมทาครีมป้องกันแดดทุกครั้ง ก่อนออกจากบ้าน เพราะแสงแดด จะทำให้ริ้วรอยมาเยือนผิวได้เร็วขึ้น ป้องกันไว้ดีกว่าแก้แน่นอน
วัย 30 ปีขึ้นไป
การดูแล : ผิวหน้าของสาววัยนี้ จะมีปัญหาของริ้วรอยใต้ตา โดยเฉพาะรอยตีนกาและรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผาก จะเริ่มปรากฎชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ผิวพรรณที่เคยเปล่งปลั่ง สดใสก่อนหน้านี้ ก็จะเริ่มขาดความยืดหยุ่น ผิวหน้าจะดูหยาบกร้านขึ้น รูขุมขนโตขึ้น การดูแลผิวจึงต้องมากขึ้น
การมาสค์หน้า จะช่วยขจัดการหลุดลอกของผิวชั้นนอก และช่วยดูดซับสิ่งสกปรกตกค้างจากรูขุมขนส่วนลึกได้ดี ทำให้หน้าสะอาด กระชับและสดใสขึ้น และสำหรับผิวหน้าที่ เริ่มมีริ้วรอยควรเลือกมาส์ค ที่มีสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
หลังการพอกหน้าและล้างสะอาดแล้ว จะทำให้หน้าผ่อง เนียนนุ่ม และมีความยืดหยุ่นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนการเลือกครีมบำรุงผิวของสาววัยนี้ ควรเน้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวเป็นพิเศษ เพราะผิวหน้าจะเริ่มแห้งมากขึ้น น้ำหล่อเลี้ยงผิวหน้าตามธรรมชาติ ผลิตน้อยลง และควรเลือกชนิดเนื้อเบา เพื่อไม่ให้ไปอุดตันรูขุมขน
5. คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับ LUMINESCE
ผลิตภัณฑ์ Luminesce (ลูมิเนสส์) ประกอบด้วย
- LUMINESCE™ Youth restoring cleanser
- Luminesce™ Cellular Rejuvenation Serum
- Luminesce™ Moisturizing Complex SPF30
- Luminesce™ Advanced Night Repair
- Ultimate lifting masque
- LUMINESCE™ ESSENTIAL BODY RENEWAL
- Luminesce™ Miracle Moisturizing Showergel
5.1 คุณสมบัติของ Luminesce
1. ลดการอักเสบของเซลล์
2. ซ่อมเซลล์เก่า
3. สร้างเซลล์ใหม่
ทั้งสามกระบวนการนี้ทำให้การทำงาน
ของเซลล์เป็นปกติ ทำให้เซลล์สามารถสร้าง คอลลาเจนและอิลาสตินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ผิวเราดีขึ้นและดูเด็กลง
ปัจจุบันมีการสกัดสารชีวเคมีที่ชื่อ Growth Factors ที่ได้จาก Stem Cell และ ได้นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ การดูแลผิว โดยฉพาะ โดยมีการสกัด จากหลายช่องทาง เช่น สกัดจากพืชจำพวกแอปเปิ้ลขาว จากสัตว์ เช่น รกแกะ
วันนี้มีการค้นพบที่สำคัญ คือ การสกัดจากร่างกายมนุษย์ โดยสกัดจาก Stem Cell โตเต็มวัย ที่อยู่ในเนื้อเยื้อไขมันของมนุษย์ ซึ่งการันตีด้วยรางวัลโนเบลในปี ค.ศ. 1986 และดร. นาธานได้ต่อยอดรางวัลโนเบลนี้และจากผลงานวิจัยต่อยยอดของ Dr. Nathan Newman นายแพทย์ชาวสวิตเซอร์แลนด์ นายแพทย์ศัลยศาสตร์ผิวพรรณและเวชสำอาง เจ้าของนวัตกรรมด้าน Stem Cell เช่น Stem Cell Lift ทำให้เราสามารถนำ Growth Factor มาใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวได้
5.2 Step ขั้นตอนการใช้ลูมิเนสส์
สัปดาห์ที่ 1-2 ให้เริ่มต้นด้วยการใช้เจลล้างหน้ากับเซรั่มก่อน เพื่อปรับสภาพผิวหน้า และให้พร้อมสำหรับการบำรุงในขั้นต่อไป
สัปดาห์ที่ 3 ให้เริ่มใช้เดย์ลี่ โดยใช้เจลล้างหน้า และเซรั่ม ก่อนจากนั้นตามด้วยเดย์ ซึ่งเดย์สามารถทาได้ทั้งกลางวันและกลางคืน
สัปดาห์ที่ 4 ให้เริ่มใช้ไนท์ โดยใช้เจลล้างหน้า และเซรั่ม แล้วตามด้วยไนท์ ในเวลากลางคืน
5.3 วิธีใช้ผลิตภัณฑ์ Luminesce แต่ละตัว
1. Luminesce™ youth restoring Cleanser เจลทำความสะอาดผิวสูตรพิเศษ ล้างมือให้สะอาด บีบเจลเล็กน้อยถูให้เกิดฟอง แล้วใช้ฟองล้างหน้าตามแนวโพรงขน ล้างหน้า"ด้วยนํ้าอุ่น" ตามแนวโพรงขนเป็นวิธีการเตรียมผิวก่อนขั้นตอนการบำรุงที่ดีที่สุด !!! เพราะเป็นการเคลียร์รูขุมขนให้สะอาดหมดจดพร้อมรับสารอาหารจากเซรั่มชั้นดีในขั้นตอนต่อไป...
@การล้างหน้าตามแนวโพรงขน
2. ทา Rejuvenation Serum การทาเซรั่ม เป็นขั้นตอนแรกของการบำรุง ควรซับหน้าแค่พอหมาดก่อนแล้วใช้เซรั่มทาย้อนแนวโพรงขน (ทาตรงข้ามกับการล้างหน้าตามแนวโพรงขน) เป็นขั้นตอนแรกของการบำรุง ใช้เซรั่มทาให้ทั่วหน้าประมาณ 3-4 ปั้ม (แล้วแต่ขนาดใบหน้า) เฉพาะช่วงแรกเมื่อผิวแข็งแรงให้เหลือแค่ 1-2 ปั้มก็พอ รวมทั้งสามารถทารอบดวงตาด้วยทิ้งไว้ประมาณ 1-2 นาทีแล้วทาครีมต่อ...
3. ในตอนกลางวันให้ตามด้วยการทา Daily Moisturizing Complex กดเพียง 1-2 ปั้ม ทาตบเบาๆ ทั่วใบหน้า เนื้อครีมจะซึมลงสู่ผิวได้เองโดยไม่ต้องถู : เพื่อบำรุงเซลล์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่เติมน้ำหล่อเลี้ยงผิวเป็นตัวที่สามารถนำน้ำลงสู่ผิวเพิ่มความชุ่มชื้นยืดหยุ่น ตึงกระชับและปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ได้
4. ตอนกลางคืนทา Advanced Night Repair ใช้เพียงเล็กน้อย ทาย้อนแนวโพรงขน : เป็นขั้นตอนการซ่อมแซมผิวเต็มประสิทธิภาพยามค่ำคืนสร้างสุขภาพที่ดีให้กับDNA ของผิว โดยเข้าไปเสริมการทำงาน เพื่อต่อสู้กับความร่วงโรยช่วยเสริมประสิทธิภาพของกลไกการซ่อมแซมผิวตามธรรมชาติในยามค่ำคืน เพื่อลดเลือนริ้วรอยของวัยจากผลกระทบของปัจจัยภายนอก ที่ทำร้ายผิวช่วยคืนน้ำหล่อเลี้ยงผิว ให้ผิวชุ่มชื่นถึงขีดสุดเพื่อเป็นเกราะปกป้องผิวตามธรรมชาติ
5.4. การล้างหน้าตามแนวโพรงขน คือ ?
การล้างหน้าตามแนวโพรงขนเป็นแนวคิดของ นพ.สมนึก อมรสิริพาณิชย์ ซึ่งเป็นวิธีการล้างหน้าที่ถูกต้อง โดยมีแนวความคิดที่ว่า ใต้ผิวของเราประกอบไปด้วยโพรงขนอยู่เป็นจำนวนมาก โดยโพรงขนนี้มีส่วนสำคัญในการเป็นแกนเพื่อให้เส้นใยคอลลาเจน/อิลาสติน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญให้ผิวของเรายึดเกาะนั่น ซึ่งเวลาที่เราล้างหน้า ตามปกติที่เราทำกันคือถูแบบวนไปวนมาหรือถูแบบไม่มีรูปแบบ ก็จะทำให้เนื้อเยื่อที่อยู่ด้านบนแนวโพรงขน มันถูกขยุ้มตัวให้เป็นกระจุก ทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกไปไม่ดีเท่าที่ควร
วิธีการล้างหน้าล้างหน้าตามแนวโพรงขน
- บีบเจลล้างหน้าลงบนฝ่ามือ จากนั้นผสมน้ำเล็กน้อยขยี้ด้วยมือทั้ง 2 ข้างเพื่อลดความเข้มข้นของสารเคมีลง จนเกิดฟองแล้วก็เอาผ่ามือทั้ง 2 ข้างลูบฟองนั่นให้ทั่วหน้า
- จากนั้นให้ใช้ปลายนิ้วของมือทั้ง 2 ข้างลูบไปตามทิศทางของลูกศรตามรูปข้างบน โดยไล่มาตั้งแต่หน้าผาก ลูบให้ออกมาทางด้านข้างของศรีษะทั้ง 2 ข้าง โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่กลางหน้าผาก
- จากนั้นก็ไล่ลงมาที่จมูกลูบลงมาตั้งแต่บริเวณหัวตา มาที่ดั้ง ปลายขมูก และบริเวณด้านบนของปาก
- จากนั้นลูบบริเวณแก้ม โหนกแก้ม โดยลูบออกทางด้านข้างตามลูกศร ไล่ให้ทั่วบริเวณ โดยถูเป็นทิศทางเดียวกันตลอด อย่าไปถูสวนขึ้นไปเด็ดขาด
- สุดท้ายก็ถูบริเวณคางเป็นแนวดิ่งลง จากนั้นก็ล้างโฟมล้างหน้าออกกด้วยน้ำเปล่า เป็นอันเสร็จพิธี
ชมคลิปการล้างหน้าตามแนวโพรงขน
5.5 อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นหลังการใช้ลูมิเนสส์ (ภาวะกระทุ้งพิษ)(Healing Crisis)
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
พิมพ์ A อาการไม่พึงประสงค์เนื่องจากการแพ้ (Allergy)
พิมพ์ B อาการไม่พึงประสงค์เนื่องจากภาวะกระทุ้งพิษ (Healing Crisis)
A. อาการไม่พึงประสงค์เนื่องจากการแพ้ (Allergy)
ผลิตภัณฑ์ลูมิเนสส์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการแพ้ได้น้อยมาก (Hypoallergenic) และไม่เจือสีสังเคราะห์ (no artificial colors) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ "ลูมิเนสส์เซรั่ม" แทบจะไม่สามารถก่อให้เกิดการแพ้ได้เลย เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากโกรทแฟกเตอร์ธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเป็นโปรตีนที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ในผิวหนังของตนเองอยู่แล้ว สามารถใช้ได้กับทุกเพศทุกวัยทุกเชื้อชาติ
อย่างไรก็ตามบางรายก็อาจเกิดการแพ้ผลิตภัณฑ์ลูมิเนสส์ เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นอาจเกิดการแพ้ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ได้รับ แม้แต่สิ่งที่ร่างกายของตนเองสร้างขึ้นมาเองก็ยังอาจแพ้ได้ จะเห็นตัวอย่างได้ในผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease) เป็นต้น
อาการแพ้จะมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างคือ ผื่น คัน แดง บวม โดยอาการจะเกิดขึ้นภายหลังการใช้เพียงไม่กี่นาที หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกิน 24 ชั่วโมง (ถ้าอาการเกิดขึ้นช้ากว่านี้มักจะไม่ใช่อาการแพ้ แต่จะเป็นอาการไม่พึงประสงค์เนื่องจากภาวะกระทุ้งพิษ)
การรักษา: ให้หยุดใช้แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย แนะนำให้ไปพบแพทย์
การทดสอบการแพ้: แนะนำให้ทดสอบการแพ้กับผิวหนังบริเวณอื่นด้วย โดยนำผลิตภัณฑ์มาทาที่ผิวหนังบริเวณอื่น เช่นผิวบริเวณท้องแขน เนื่องจากเป็นบริเวณที่ผิวบอบบาง ถ้าอาการที่เกิดขึ้นกับผิวหน้าเป็นอาการที่เกิดจากการแพ้ ผิวบริเวณอื่นๆ ของคนคนเดียวกันจะต้องเกิดอาการแพ้เหมือนกัน (ถ้าไม่มีอาการใดๆ กับผิวที่ทดสอบภายใน 24 ชม.แสดงว่าอาการที่เกิดกับผิวหน้านั้นไม่ใช่อาการแพ้แต่เป็นอาการเนื่องจากภาวะกระทุ้งพิษ)
B. อาการไม่พึงประสงค์เนื่องจากภาวะกระทุ้งพิษ (Healing Crisis)
คืออาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการรักษาตนเองตามธรรมชาติของร่างกาย(Natural Healing Regimen)เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงถึงความสามารถของระบบภูมิต้านทานของร่างกาย(Immune System) ในการขับสารพิษ(Detoxification) ให้กลับมามีสุขภาพดีขึ้น/แข็งแรงขึ้นของเซลล์ (Healthier and Stronger) เพราะตามธรรมชาติที่ดีของผิวเรานั้น ถ้ามีสิ่งใดก็ตามเป็นสารแปลกปลอมหรือสิ่งอุดตันสะสมอยู่ในชั้นผิวร่างกายของเราจะพยายามผลักออกไปจากผิวให้ได้ในที่สุด
ภาวะกระทุ้งพิษจะมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างดังนี้ ผื่น คัน แดง บวม แสบ ผด สิว ผิวหมองคล้ำ ผิวแห้ง ผิวลอก โดยอาการจะเกิดขึ้นภายหลังการใช้ 2-3 วัน หรืออาจนานกว่า ขึ้นอยู่กับความลึกของสารเคมี ยา ,ปัญหาสะสมต่างๆในชั้นผิว เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ถ้าเป็นอาการ แสบ คัน หรือ บวม ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดก่อน
ถ้าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นภายใน 24 ชม. หลังเริ่มใช้ ให้สันนิษฐานว่าอาจเป็นการแพ้ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการอื่นร่วมด้วย แนะนำให้ไปพบแพทย์ แต่ถ้าไม่มีอาการแล้ว ให้ลองทดสอบกับผิวบริเวณอื่น
ถ้าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก 24 ชม.ให้สันนิษฐานว่าเป็นภาวะกระทุ้งพิษ ต้องดูว่าใช้ผลิตภัณฑ์อื่นมาก่อน เช่น ครีม ยา เครื่องสำอางใดก็ตามที่เคยสัมผัสกับผิวหน้า แล้วจึงวิเคราะห์แนวทางการรักษาต่อไป
โดยทั่วไปแล้วมักจะพบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน มีสารเคมี หรือมีตัวยาที่ทำให้หน้าขาวใส ฝ้าหาย สิวยุบอย่างรวดเร็ว การรักษาด้วยยาในคลินิกเป็นเวลานาน คนที่ผิวแพ้ง่ายและใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาอาการแพ้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ราคาแพงจำพวกไวท์เทนนิ่ง ก็อาจทำให้เกิดสารเคมีตกค้างในผิวหน้าได้
พิมพ์ 5.5.1 มีผื่นเล็กๆขึ้นบนใบหน้า
พิมพ์ 5.5.2 ทำไมใช้แล้วหน้าแห้งมาก
พิมพ์ 5.5.3 มีผื่นเล็กๆ ขึ้นเป็นหย่อมๆ
พิมพ์ 5.5.4 มีสิวขึ้นเป็นระยะๆ
พิมพ์ 5.5.5 ผิวหน้าดูหมองคล้ำกว่าเดิม
พิมพ์ 5.5.6 มีคราบไคลเป็นขุย
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ Blogger Official FAQ แหล่งรวมข้อมูลคำถามที่มีการถามมาบ่อยๆจากการใช้ผลิตภัณฑ์ Jeunesse จะช่วยให้ทุกท่านสามารถหาคำตอบได้โดยการพิมพ์ตัวเลขตามหัวข้อที่ต้องการทราบโดยจะเป็นการรวบรวมคำตอบจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ทุกท่านได้ใช้ผลิตภัณฑ์อย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
1. ระบบเพิ่มพูนความอ่อนเยาว์ (YES) คืออะไร?
2. "StemCell Growth Factors" คืออะไร?ใช้ดีจริงหรือ?
3. สเตียรอยด์คืออะไร ?
4. วิธีการดูแลผิวหน้าแต่ละวัย ?
5. คำถามเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ LUMINESCE
6. สิวมีกี่ประเภท? เกิดได้อย่างไร?
ระบบเพิ่มพูนความอ่อนเยาว์ (Youth Enhancement System)
ทุกผลิตภัณฑ์ของเจอเนสส์ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถันยกระดับวิทยาการอันล้ำหน้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อฟื้นบำรุงให้ดูอ่อนเยาว์ ที่คุณไม่สามารถหาได้จากที่อื่น
ระบบเพิ่มพูนความอ่อนเยาว์ของเรา ช่วยให้คุณอ่อนเยาว์ได้ด้วย 6 วิธี
1. คืนความอ่อนเยาว์(Rejuvenate) ด้วยผลิตภัณฑ์ลูมิเนสส์ (LUMINESCE™) ซึ่งพัฒนาโดยศัลยแพทย์ความงามชื่อดังระดับโลก เทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิด(Stem Cell) ที่ช่วยส่งเสริมความสามารถในการซ่อมแซมและย้อนวัย
2. ลดเลือนริ้วรอย (Diminish) ด้วยผลิตภัณฑ์ อินสแตนท์ลี เอจเลส (Instantly Ageless™) ไมโครครีมที่สามารถลดริ้วรอยแห่งวัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เห็นผลภายในไม่กี่วินาที
3. เพิ่มพูน (Enhance) เอเอ็มแอนด์พีเอ็มเอสเซนเชียล (AM & PM Essentials™) ประกอบด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารหลากหลายชนิด ที่สามารถเพิ่มพูนประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ และชะลอการชราของเซลล์
4. ปกป้อง (Defend) รีเสิฟ (RESERVE) สารสกัดจากผลไม้หลากชนิดและสารต้านอนุมูลอิสระทรงอานุภาพ ที่สามารถปกป้องเซลล์จากการทำลายโดยอนุมูลอิสระ
5. ฟื้นฟู (Restore) งานวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบลแสดงให้เห็นถึงการหดสั้นลงของเทโลเมียร์ (Telomeres) ซึ่งเป็นส่วนปลายปกป้องของดีเอ็นเอ (DNA) เป็นเหตุผลสำคัญของการชรา ฟินิติ (FINITI™) ประกอบด้วยสารอาหารเสริมทรงประสิทธิภาพที่สามารถซ่อมแซมและยืดความยาวของเทโลเมียร์ของมนุษย์ได้
6. รักษาสมดุล (Balance) เซน บอดิ (ZEN BODI™) ประกอบด้วยสารอาหารที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกันของระบบต่างๆ ของร่างกาย รักษาสมดุลระหว่างการบริโภค การเผาผลาญ และการสร้างเสริม
2. "StemCell Growth Factors" คืออะไร?ใช้ดีจริงหรือ?
หลายคนคงสงสัยว่า "StemCell Growth Factors" คืออะไร
ใช้แล้วดีขึ้นจริงหรือขอตอบแบบสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ ดังนี้
JEUNESSE เป็นบริษัทที่ครอบครอง (แต่เพียงผู้เดียวของโลก เอกสิทธิ์ สิทธิบัตรหนึ่งเดียวในโลก)
เรื่องของ StemCell Growth Factors Technology ซึ่งค้นพบโดย
Dr.NATHAN NEWMAN M.D. http://www.nathannewmanmd.com/
ดร.นาธาน นิวแมน คือใคร ?
ดร.นาธาน นิวแมน ท่านเป็นศัลยแพทย์ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านความงามที่มีชื่อเสียงอย่างมากในด้านโรคผิวหนัง ศัลยกรรมเลเซอร์และศัลกรรมความงามชั้นสูง จบการศึกษาแพทย์ศาสตร์มหาบัณฑิตจากวิทยาลัย อัลเบิร์ตไอน์สไตน์ ในนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ได้สืบสานต่อกิจการทางการแพทย์ ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติของครอบครัวโดยเปิดคลินิคศัลกรรมความงามในเบเวอร์ลี่ ฮิลล์, แคลิฟอร์เนีย ซึ่งทำให้ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่ยอมรับนับถือ ดร.นาธาน นิวแมน มีความมุงมั่นอยู่เสมอที่จะคิดค้นพัฒนา
วิธีการใหม่ๆ ที่ดี กว่าเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการเสริมความงามอย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติ โดยมีความเสี่ยงน้อยที่สุดและได้ผลดีที่สุด ดร.นิวแมนในฐานะผู้ริเริ่ม แนวคิดและผู้ค้นพบนวัตกรรม ได้เปิดโลกแห่งอนาคตของศัลกรรมความงาม โดยนำ Growth Factor ซึ่งได้จากการเพาะ Stem cell ตัวเต็มวัยจากใต้ชั้นไขมันของมนุษย์ ซึ่งมีความสามารถในการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนตามธรรมชาติมาใช้ในการเสริมความเต่งตึง ยกและกระชับใบหน้าและร่างกายได้ทั้งตัวอย่างปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ
คำถาม : แล้วเทคโนโลยีนี้เป็นยังไง
คำตอบ : เขาดึงเอา StemCell ของคนจริงๆ ซึ่งเป็น StemCell ของคนโตเต็มวัย
โดยเอามาจาก "ชั้นเนื้อเยื่อไขมัน" เพราะว่า StemCell ที่ได้มาจากชั้นเนื้อเยื่อไขมัน
สามารถช่วยเรื่องของผิวพรรณได้โดยตรง เพราะฉะนั้น เมื่อดึง StemCell ออกมาแล้ว เขาก็จะเอาไปขยายพันธุ์ หรือเพาะเลี้ยงในห้องทดลองด้านนอกทำให้เพิ่มจำนวนขึ้น
จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 8 ทวีคุณขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่ StemCell แบ่งตัวขึ้นเรื่อยมันจะคายสารทางชีวะเคมีที่เป็นประโยชน์ออกมาประมาณ 200 กว่าชนิด
ถาม : แล้วจะเอา Growth Factors มาใช้งานได้อย่างไร?
ตอบ : เวลาจะเอามาใช้งานจริง เขาก็จะไปทำการปั่นแยกเอา StemCell ออกไป
ให้เหลือไว้แต่ Growt Factors หรือเราเรียกมันง่ายๆ ว่า “ภาษาของ StemCell "
นั่นเอง ซึ่งเมื่อเรานำมาใช้งาน เช่น ทาลงบนผิวหนัง ยกตัวอย่างเช่น ทาบริเวณท้องลายครึ่งท้อง แล้วหายลายครึ่งท้อง หรือ ทาบริเวณหางตา,ร่องแก้ม,หน้าผาก ที่มีริ้วรอย แล้วทำให้ริ้วรอยนั้นตื้นขึ้น นั่นเป็นเพราะตอนที่เราทา Growth Factors ลงไป มันจะมีสารสื่อประสาทที่จะไปกระตุ้นให้ Cell ทำงาน
เสมือนว่า Growth Factors คือ ภาษาของ Cell สั่งให้ทำงานนั่นเอง เปรียบเทียบง่ายๆ ครับ
เช่น ผมเป็นคนไทย.. ดื่มน้ำ..แล้วไม่ตาย แถมได้ประโยชน์ ช่วยดับกระหาย และทำให้ผมสดชื่น มีพลัง / ฝรั่ง (หรือชาวต่างชาติ ประเทศไหนก็ตามในโลก) ก็ดื่มน้ำ..
แล้วไม่ตาย แถมได้ประโยชน์ เหมือนกันกับผม สรุปสั้นๆ คือ...!
Growth Factors คือ อาหารของ StemCell
ไม่ว่าจะเป็น Cell ของคนไหนๆ ก็ตาม ก็กินอาหาร Growth Factors แบบเดียวกัน
และนี่ก็คือที่มาของ นวัตกรรม "StemCell Growth Factors Technoliogy" ที่มีอยู่ใน LUMINESCE รีจูวีเนชัน เซรัม, LUMINESCE มอยเจอร์ไรเซอร์ และ LUMINESCE Advance Nitht Repair นั่นเอง
คำถาม : ใช้แล้วดีจริงหรือ ??
คำตอบ : พิสูจน์ผลลัพธ์จากผู้ใช้จริงชมคลิป
ด้วยเทคโนโลยีสิทธิบัตร Stem Cell Growth Factor Complex คืนความกระชับและปรับสภาพผิวให้เนียนเรียบ ช่วยลดริ้วรอยและร่องลึกที่ใบหน้า เพิ่มความสว่างกระจ่างใส
เซรั่มจะทำงานแทรกซึมลึกสู่ผิวชั้นใน เพื่อคืนค่าระดับโปรตีนของผิวให้สมบูรณ์แข็งแรงอย่างที่ผิวสุขภาพดีควรจะเป็น
Growth Factor Complex อาหารผิวชั้นดี ช่วยให้เซลล์แข็งแรงจากภายในสู่ผิวภายนอก คืนความสมบูรณ์แห่งวัยหนุ่มสาว
ส่วนผสมทั้งหมดสกัดจากธรรมชาติปราศจากสารกันบูด
ผ่านการทดสอบการแพ้แล้วและไม่มีสารสเตียรอยด์ จึงทำให้ผลลัพธ์ออกมาย้อนวัยได้
3. สเตียรอยด์คืออะไร ?
Steroid จริงๆ แล้วเป็นสารที่ร่างกายผลิตเองตามธรรมชาติ แบ่งเป็นหลายกลุ่ม และมีหลักการทำงานที่หลากหลายต่างกันไป แต่สเตียรอยด์ที่ใช้ทาผิวเพื่อคุมอาการแพ้ ระคายเคือง ผื่นคัน (Topical Steroid) เป็นสารในกลุ่ม corticosteroids ที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น เพราะมีฤทธิ์ต่อต้านการระคายเคืองได้ดีมาก. แล้วยาที่ใช้ทาลดอาการแพ้ ผื่นคัน จะทำให้ผิวติด แล้วกลายเป็นอ่อนแอระคายเคือง ก่อให้เกิดผื่นได้อย่างไร
เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนผิวเรา เวลาแข็งแรง จะมี barrier เป็นเหมือนกำแพงบางๆ ปกป้องผิวจากมลภาวะ และสารที่อาจก่อการระคายเคืองภายนอก แต่พอเราพึ่งพาสเตียรอยด์บ่อยๆ นานๆ เข้า ผิวเริ่มเรียนรู้เข้าใจผิดไปเอง ลด barrier ลง เพราะคิดว่ามีสเตียรอยด์เป็นทหารปกป้องอยู่แล้ว พอกำแพงบางลงๆ จนแทบหมดไป คราวนี้พอวันไหนไม่ทาสเตียรอยด์ แค่ศัตรูตัวเล็กๆ เข้ามา โดนฝุ่นละออง แดดนิดหน่อย ก็ออกอาการแดง คันแล้ว
3.1 จะรักษาผิวติดสเตียรอยด์อย่างไร?
คำตอบ : ผิวติดสเตียรอยด์คือผิวที่อ่อนแอมาก ภูมิคุ้มกันตัวเองน้อยมาก เพราะสเตียรอยด์เคยกดภูมิผิวของเราไว้ การรักษาจะต้องค่อยเป็นค่อยไป อาจจะนานนิดนึง เพราะหลักการคือเราต้องฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรง มีภูมิ มี barrier เหมือนเดิม
วิธีรักษาจริงๆ มันไม่ยากเลย หลักๆ คือต้องอ่อนโยนกับผิวมากๆ ดูแลให้ความชุ่มชื้นเยอะๆ อย่าไปทำให้ผิวระคายเคือง ให้ผิวค่อยๆ สร้าง barrier ที่หายไปขึ้นมาใหม่ และค่อยๆ ถอนสเตียรอยด์ออก แต่อย่างที่บอก ว่าต้องให้เวลากับผิว ใช้ผลิตภัณฑ์ Luminesce ในปริมาณที่น้อย (ครึ่งเม็ดถั่วเขียว) หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าหนาๆ ทานอาหารเสริม Reserve ร่วมด้วยจะช่วยลดการอักเสบของผิวได้เป็นอย่างดี เป็นการรักษาจากภายในสู่ภายนอก
3.2 สารสเตียรอยด์เราพบได้ที่ไหนบ่อยที่สุด?
1.ยาแต้มสิว
2.ยาฉีดสิว
3.ยาทานแก้สิวอักเสบ
4.ครีมหน้าใส หน้าขาว หน้าเด้ง
5.ครีมรักษาสิว
การสังเกตผลิตภัณฑ์ที่มีสเตีนรอยง่ายๆนะคะ คือเมื่อทาผิวหน้าแล้ว ผิวหน้าของคุณที่มีปัญหา ปัญหาเหล่านั้นจะหายไปเร็วมาก หน้าจะใส เนียน ขาว ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบมากคะ แต่สารสเตียรอยด์เหล่านี้จะใช้เวลาในการสะสมอยู่ในผิวเป็นเดือน หรือบางรายก็เป็นปีถึงจะแสดงอาการคะ แต่ในปัจจุบันครีมหลายยี่ห้อก็แข่งกันทำความเร็วในการรักษาผลก็ทำให้ลูกค้าที่ใช้ครีมหรือยาหมอ เห็นผลได้เร็วขึ้น
ทีนี้เราก็จะได้เห็นผลข้างเคียงของความสวยมีความอันตรายและผลข้างเคียงกันนะคะ
อาการของคนที่เป็นสิวสเตียรอยด์ หรือ ติดสเตียรอยด์
1. ผด ผื่น จะขึ้นง่ายมากคะ
2.เป็นสิวผด เป็นปื้นๆ
3.ผิวแดง เหมือนแพ้อะไรมา
4.มีอาการคัน
5.ผิวบาง และแพ้ง่ายโดนอะไรนิดอะไรหน่อยก็แพ้
6.สิวจะเป็นเม็ดแดงๆ ขึ้นกระจายทั่วทั้งหน้า หรือเป็นกระจุกบริเวณใดบริเวณหนึ่ง แต่จะขึ้นเยอะมากบริเวณที่ทาครีมหรือยาที่มีสเตียรอยด์บริเวณนั้นเยอะ
7.สิวอุดตันที่ขึ้นมา กดออกมาจะมีกลิ่น หรืไม่มีกลิ่นแต่ให้สังเกตว่าสิวอุดตันจะแดง
8.สิวอักเสบที่มีเม็ดจะใหญ่และเจ็บ และไม่มีหัว จะเป็นอักเสบหัวแดง กว่าจะยุบก็ใช้เวลานาน
9.สิวจะขึ้นเห่อ
10.สำหรับคนผิวมัน หน้าจะมันขึ้น หลังหยุดใช้สเตียรอย
11.ผิวจะดูเหี่ยวเร็ว เพราะสเตียรอยด์จะเข้าไปทำลายการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้หน้าหมองคล้ำได้ ผิวขาดความชุ่มชื้น
4. วิธีการดูแลผิวหน้าแต่ละวัย ?
วิธีการดูแลผิวหน้าแต่ละวัยอย่างไร?
การดูแลผิวหน้าในแต่ละวัย ย่อมแตกต่างกันตามสภาพผิวที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ยัง เป็นสาวหน้าใส ผิวพรรณ เต่งตึง การทาแค่ครีมกันแดด และล้างหน้าด้วยเคลนเซอร์สูตรอ่อนโยนก็อาจจะเพียงพอ แต่เมื่อวัยมากขึ้นรอยตีนกาเริ่มมาเยือน ผิวหน้าที่เคยเนียนใส กลับดูแห้งหรือหยาบมากขึ้น การเลือกผลิตภัณฑ์และการดูแลผิวอาจจะดูยุ่งยาก และต้องใส่ใจกันมากขึ้น เพราะปัญหาของผิวจะเริ่มปรากฎมากขึ้นนั่นเอง
วัย15-20 ปี
การดูแล : วัยรุ่นกับสิวเป็นของคู่กันเสมอ
สิวในช่วงนี้มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ และมีตัวก่อกวนอื่นๆ ร่วมด้วยเช่น การแคะ แกะ หรือบีบสิว รวมทั้งความเครียดและอดนอนจริงๆ แล้ว สิวที่เกิดขึ้นมักหายไปเองตามธรรมชาติ ถ้าเราไม่ไปกดสิว ปัญหารอยดำ และการอักเสบก็จะไม่เกิดขึ้น แต่หากไม่หาย ก็ปรึกษาคุณหมอ การดูแลผิวในวัยสาวน้อย ควรล้างหน้าด้วยเจลอ่อน ๆ วันละ 2 ครั้งก็พอ และหลีกเลี่ยงโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของแอลกฮอล์ เพราะค่อนข้างแรงกับผิวอาจทำให้ผิวใส ๆ ดูกร้านก่อนวัยได้
วัย 20 ปีขึ้นไป
การดูแล : ปัญหาเรื่องสิว จะลดน้อยลงยกเว้นในคนที่ผิวมันที่อาจมีเม็ดสิวเป้งให้รำคาญใจได้ หรือคนที่มีฮอร์โมนเพศสูง ก็อาจมีสิวโผล่อยู่เรื่อย ๆ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่เคยใช้ ในช่วงสาววัย 16 ได้ดี บางครั้งอาจจะไม่เหมาะกับสาววัยนี้ก็เป็นได้ เนื่องจากผิวหน้าที่เคยอ่อนใส อาจดูหมองคล้ำ หรือแห้งกร้านได้ตามวัยที่มากขึ้น การใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมของ AHA จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตาย และเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวหน้าสดใส เปล่งปลั่งมากขึ้นและไม่ลืมทาครีมป้องกันแดดทุกครั้ง ก่อนออกจากบ้าน เพราะแสงแดด จะทำให้ริ้วรอยมาเยือนผิวได้เร็วขึ้น ป้องกันไว้ดีกว่าแก้แน่นอน
วัย 30 ปีขึ้นไป
การดูแล : ผิวหน้าของสาววัยนี้ จะมีปัญหาของริ้วรอยใต้ตา โดยเฉพาะรอยตีนกาและรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผาก จะเริ่มปรากฎชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ผิวพรรณที่เคยเปล่งปลั่ง สดใสก่อนหน้านี้ ก็จะเริ่มขาดความยืดหยุ่น ผิวหน้าจะดูหยาบกร้านขึ้น รูขุมขนโตขึ้น การดูแลผิวจึงต้องมากขึ้น
การมาสค์หน้า จะช่วยขจัดการหลุดลอกของผิวชั้นนอก และช่วยดูดซับสิ่งสกปรกตกค้างจากรูขุมขนส่วนลึกได้ดี ทำให้หน้าสะอาด กระชับและสดใสขึ้น และสำหรับผิวหน้าที่ เริ่มมีริ้วรอยควรเลือกมาส์ค ที่มีสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
หลังการพอกหน้าและล้างสะอาดแล้ว จะทำให้หน้าผ่อง เนียนนุ่ม และมีความยืดหยุ่นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนการเลือกครีมบำรุงผิวของสาววัยนี้ ควรเน้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวเป็นพิเศษ เพราะผิวหน้าจะเริ่มแห้งมากขึ้น น้ำหล่อเลี้ยงผิวหน้าตามธรรมชาติ ผลิตน้อยลง และควรเลือกชนิดเนื้อเบา เพื่อไม่ให้ไปอุดตันรูขุมขน
5. คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับ LUMINESCE
ผลิตภัณฑ์ Luminesce (ลูมิเนสส์) ประกอบด้วย
- LUMINESCE™ Youth restoring cleanser
- Luminesce™ Cellular Rejuvenation Serum
- Luminesce™ Moisturizing Complex SPF30
- Luminesce™ Advanced Night Repair
- Ultimate lifting masque
- LUMINESCE™ ESSENTIAL BODY RENEWAL
- Luminesce™ Miracle Moisturizing Showergel
5.1 คุณสมบัติของ Luminesce
1. ลดการอักเสบของเซลล์
2. ซ่อมเซลล์เก่า
3. สร้างเซลล์ใหม่
ทั้งสามกระบวนการนี้ทำให้การทำงาน
ของเซลล์เป็นปกติ ทำให้เซลล์สามารถสร้าง คอลลาเจนและอิลาสตินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ผิวเราดีขึ้นและดูเด็กลง
ปัจจุบันมีการสกัดสารชีวเคมีที่ชื่อ Growth Factors ที่ได้จาก Stem Cell และ ได้นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ การดูแลผิว โดยฉพาะ โดยมีการสกัด จากหลายช่องทาง เช่น สกัดจากพืชจำพวกแอปเปิ้ลขาว จากสัตว์ เช่น รกแกะ
วันนี้มีการค้นพบที่สำคัญ คือ การสกัดจากร่างกายมนุษย์ โดยสกัดจาก Stem Cell โตเต็มวัย ที่อยู่ในเนื้อเยื้อไขมันของมนุษย์ ซึ่งการันตีด้วยรางวัลโนเบลในปี ค.ศ. 1986 และดร. นาธานได้ต่อยอดรางวัลโนเบลนี้และจากผลงานวิจัยต่อยยอดของ Dr. Nathan Newman นายแพทย์ชาวสวิตเซอร์แลนด์ นายแพทย์ศัลยศาสตร์ผิวพรรณและเวชสำอาง เจ้าของนวัตกรรมด้าน Stem Cell เช่น Stem Cell Lift ทำให้เราสามารถนำ Growth Factor มาใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวได้
5.2 Step ขั้นตอนการใช้ลูมิเนสส์
สัปดาห์ที่ 1-2 ให้เริ่มต้นด้วยการใช้เจลล้างหน้ากับเซรั่มก่อน เพื่อปรับสภาพผิวหน้า และให้พร้อมสำหรับการบำรุงในขั้นต่อไป
สัปดาห์ที่ 3 ให้เริ่มใช้เดย์ลี่ โดยใช้เจลล้างหน้า และเซรั่ม ก่อนจากนั้นตามด้วยเดย์ ซึ่งเดย์สามารถทาได้ทั้งกลางวันและกลางคืน
สัปดาห์ที่ 4 ให้เริ่มใช้ไนท์ โดยใช้เจลล้างหน้า และเซรั่ม แล้วตามด้วยไนท์ ในเวลากลางคืน
5.3 วิธีใช้ผลิตภัณฑ์ Luminesce แต่ละตัว
1. Luminesce™ youth restoring Cleanser เจลทำความสะอาดผิวสูตรพิเศษ ล้างมือให้สะอาด บีบเจลเล็กน้อยถูให้เกิดฟอง แล้วใช้ฟองล้างหน้าตามแนวโพรงขน ล้างหน้า"ด้วยนํ้าอุ่น" ตามแนวโพรงขนเป็นวิธีการเตรียมผิวก่อนขั้นตอนการบำรุงที่ดีที่สุด !!! เพราะเป็นการเคลียร์รูขุมขนให้สะอาดหมดจดพร้อมรับสารอาหารจากเซรั่มชั้นดีในขั้นตอนต่อไป...
@การล้างหน้าตามแนวโพรงขน
3. ในตอนกลางวันให้ตามด้วยการทา Daily Moisturizing Complex กดเพียง 1-2 ปั้ม ทาตบเบาๆ ทั่วใบหน้า เนื้อครีมจะซึมลงสู่ผิวได้เองโดยไม่ต้องถู : เพื่อบำรุงเซลล์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่เติมน้ำหล่อเลี้ยงผิวเป็นตัวที่สามารถนำน้ำลงสู่ผิวเพิ่มความชุ่มชื้นยืดหยุ่น ตึงกระชับและปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ได้
4. ตอนกลางคืนทา Advanced Night Repair ใช้เพียงเล็กน้อย ทาย้อนแนวโพรงขน : เป็นขั้นตอนการซ่อมแซมผิวเต็มประสิทธิภาพยามค่ำคืนสร้างสุขภาพที่ดีให้กับDNA ของผิว โดยเข้าไปเสริมการทำงาน เพื่อต่อสู้กับความร่วงโรยช่วยเสริมประสิทธิภาพของกลไกการซ่อมแซมผิวตามธรรมชาติในยามค่ำคืน เพื่อลดเลือนริ้วรอยของวัยจากผลกระทบของปัจจัยภายนอก ที่ทำร้ายผิวช่วยคืนน้ำหล่อเลี้ยงผิว ให้ผิวชุ่มชื่นถึงขีดสุดเพื่อเป็นเกราะปกป้องผิวตามธรรมชาติ
5.4. การล้างหน้าตามแนวโพรงขน คือ ?
การล้างหน้าตามแนวโพรงขนเป็นแนวคิดของ นพ.สมนึก อมรสิริพาณิชย์ ซึ่งเป็นวิธีการล้างหน้าที่ถูกต้อง โดยมีแนวความคิดที่ว่า ใต้ผิวของเราประกอบไปด้วยโพรงขนอยู่เป็นจำนวนมาก โดยโพรงขนนี้มีส่วนสำคัญในการเป็นแกนเพื่อให้เส้นใยคอลลาเจน/อิลาสติน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญให้ผิวของเรายึดเกาะนั่น ซึ่งเวลาที่เราล้างหน้า ตามปกติที่เราทำกันคือถูแบบวนไปวนมาหรือถูแบบไม่มีรูปแบบ ก็จะทำให้เนื้อเยื่อที่อยู่ด้านบนแนวโพรงขน มันถูกขยุ้มตัวให้เป็นกระจุก ทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกไปไม่ดีเท่าที่ควร
วิธีการล้างหน้าล้างหน้าตามแนวโพรงขน
- บีบเจลล้างหน้าลงบนฝ่ามือ จากนั้นผสมน้ำเล็กน้อยขยี้ด้วยมือทั้ง 2 ข้างเพื่อลดความเข้มข้นของสารเคมีลง จนเกิดฟองแล้วก็เอาผ่ามือทั้ง 2 ข้างลูบฟองนั่นให้ทั่วหน้า
- จากนั้นให้ใช้ปลายนิ้วของมือทั้ง 2 ข้างลูบไปตามทิศทางของลูกศรตามรูปข้างบน โดยไล่มาตั้งแต่หน้าผาก ลูบให้ออกมาทางด้านข้างของศรีษะทั้ง 2 ข้าง โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่กลางหน้าผาก
- จากนั้นก็ไล่ลงมาที่จมูกลูบลงมาตั้งแต่บริเวณหัวตา มาที่ดั้ง ปลายขมูก และบริเวณด้านบนของปาก
- จากนั้นลูบบริเวณแก้ม โหนกแก้ม โดยลูบออกทางด้านข้างตามลูกศร ไล่ให้ทั่วบริเวณ โดยถูเป็นทิศทางเดียวกันตลอด อย่าไปถูสวนขึ้นไปเด็ดขาด
- สุดท้ายก็ถูบริเวณคางเป็นแนวดิ่งลง จากนั้นก็ล้างโฟมล้างหน้าออกกด้วยน้ำเปล่า เป็นอันเสร็จพิธี
ชมคลิปการล้างหน้าตามแนวโพรงขน
5.5 อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นหลังการใช้ลูมิเนสส์ (ภาวะกระทุ้งพิษ)(Healing Crisis)
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
พิมพ์ A อาการไม่พึงประสงค์เนื่องจากการแพ้ (Allergy)
พิมพ์ B อาการไม่พึงประสงค์เนื่องจากภาวะกระทุ้งพิษ (Healing Crisis)
A. อาการไม่พึงประสงค์เนื่องจากการแพ้ (Allergy)
ผลิตภัณฑ์ลูมิเนสส์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการแพ้ได้น้อยมาก (Hypoallergenic) และไม่เจือสีสังเคราะห์ (no artificial colors) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ "ลูมิเนสส์เซรั่ม" แทบจะไม่สามารถก่อให้เกิดการแพ้ได้เลย เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากโกรทแฟกเตอร์ธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเป็นโปรตีนที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ในผิวหนังของตนเองอยู่แล้ว สามารถใช้ได้กับทุกเพศทุกวัยทุกเชื้อชาติ
อย่างไรก็ตามบางรายก็อาจเกิดการแพ้ผลิตภัณฑ์ลูมิเนสส์ เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นอาจเกิดการแพ้ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ได้รับ แม้แต่สิ่งที่ร่างกายของตนเองสร้างขึ้นมาเองก็ยังอาจแพ้ได้ จะเห็นตัวอย่างได้ในผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease) เป็นต้น
อาการแพ้จะมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างคือ ผื่น คัน แดง บวม โดยอาการจะเกิดขึ้นภายหลังการใช้เพียงไม่กี่นาที หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกิน 24 ชั่วโมง (ถ้าอาการเกิดขึ้นช้ากว่านี้มักจะไม่ใช่อาการแพ้ แต่จะเป็นอาการไม่พึงประสงค์เนื่องจากภาวะกระทุ้งพิษ)
การรักษา: ให้หยุดใช้แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย แนะนำให้ไปพบแพทย์
การทดสอบการแพ้: แนะนำให้ทดสอบการแพ้กับผิวหนังบริเวณอื่นด้วย โดยนำผลิตภัณฑ์มาทาที่ผิวหนังบริเวณอื่น เช่นผิวบริเวณท้องแขน เนื่องจากเป็นบริเวณที่ผิวบอบบาง ถ้าอาการที่เกิดขึ้นกับผิวหน้าเป็นอาการที่เกิดจากการแพ้ ผิวบริเวณอื่นๆ ของคนคนเดียวกันจะต้องเกิดอาการแพ้เหมือนกัน (ถ้าไม่มีอาการใดๆ กับผิวที่ทดสอบภายใน 24 ชม.แสดงว่าอาการที่เกิดกับผิวหน้านั้นไม่ใช่อาการแพ้แต่เป็นอาการเนื่องจากภาวะกระทุ้งพิษ)
B. อาการไม่พึงประสงค์เนื่องจากภาวะกระทุ้งพิษ (Healing Crisis)
คืออาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการรักษาตนเองตามธรรมชาติของร่างกาย(Natural Healing Regimen)เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงถึงความสามารถของระบบภูมิต้านทานของร่างกาย(Immune System) ในการขับสารพิษ(Detoxification) ให้กลับมามีสุขภาพดีขึ้น/แข็งแรงขึ้นของเซลล์ (Healthier and Stronger) เพราะตามธรรมชาติที่ดีของผิวเรานั้น ถ้ามีสิ่งใดก็ตามเป็นสารแปลกปลอมหรือสิ่งอุดตันสะสมอยู่ในชั้นผิวร่างกายของเราจะพยายามผลักออกไปจากผิวให้ได้ในที่สุด
ภาวะกระทุ้งพิษจะมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างดังนี้ ผื่น คัน แดง บวม แสบ ผด สิว ผิวหมองคล้ำ ผิวแห้ง ผิวลอก โดยอาการจะเกิดขึ้นภายหลังการใช้ 2-3 วัน หรืออาจนานกว่า ขึ้นอยู่กับความลึกของสารเคมี ยา ,ปัญหาสะสมต่างๆในชั้นผิว เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ถ้าเป็นอาการ แสบ คัน หรือ บวม ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดก่อน
ถ้าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นภายใน 24 ชม. หลังเริ่มใช้ ให้สันนิษฐานว่าอาจเป็นการแพ้ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการอื่นร่วมด้วย แนะนำให้ไปพบแพทย์ แต่ถ้าไม่มีอาการแล้ว ให้ลองทดสอบกับผิวบริเวณอื่น
ถ้าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก 24 ชม.ให้สันนิษฐานว่าเป็นภาวะกระทุ้งพิษ ต้องดูว่าใช้ผลิตภัณฑ์อื่นมาก่อน เช่น ครีม ยา เครื่องสำอางใดก็ตามที่เคยสัมผัสกับผิวหน้า แล้วจึงวิเคราะห์แนวทางการรักษาต่อไป
โดยทั่วไปแล้วมักจะพบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน มีสารเคมี หรือมีตัวยาที่ทำให้หน้าขาวใส ฝ้าหาย สิวยุบอย่างรวดเร็ว การรักษาด้วยยาในคลินิกเป็นเวลานาน คนที่ผิวแพ้ง่ายและใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาอาการแพ้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ราคาแพงจำพวกไวท์เทนนิ่ง ก็อาจทำให้เกิดสารเคมีตกค้างในผิวหน้าได้
พิมพ์ 5.5.1 มีผื่นเล็กๆขึ้นบนใบหน้า
พิมพ์ 5.5.2 ทำไมใช้แล้วหน้าแห้งมาก
พิมพ์ 5.5.3 มีผื่นเล็กๆ ขึ้นเป็นหย่อมๆ
พิมพ์ 5.5.4 มีสิวขึ้นเป็นระยะๆ
พิมพ์ 5.5.5 ผิวหน้าดูหมองคล้ำกว่าเดิม
พิมพ์ 5.5.6 มีคราบไคลเป็นขุย












ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น